Medsai Mindset

Grit & Growth mIndset

( Life long learner )

Medsai Mindset เป็นโครงการที่เกี่ยวกับ การสร้างแนวคิดเพื่อพัฒนาตัวเอง

ความหมายของชื่อนี้คือ เม็ดทราย มายเซ็ต คือทักษะความคิดที่เปรียบเสมือนเม็ดทรายที่เยอะจนไม่สามารถนับได้การเรียนรู้ไม่มีที่สิ้นสุดคล้ายกับว่า ทักษะทางความคิดที่มีอิสระดั่งกับเม็ดทราย และเปรียบเสมือนทะเลทรายที่มีความร้อนเหมือนมีไฟในกรอบความคิดกล้าที่จะลองกล้าที่จะทำและเผชิญหน้ากับพายุทราย และเปรียบเสมือนเม็ดทรายในทะเลที่พร้อมจะปรับตัวไปตามสภาพน้ำทะเลที่ขึ้นลง เหมือนกับทักษะความคิดที่สามารถนำไปปรับใช้ในอนาคตได้



Growth Mindset vs Fixed Mindset


ในโลกนี้มีคนอยู่ 2 ประเภท ประเภทแรกคือคนที่เปิดกว้างที่จะเรียนรู้ กับคนที่ปิดกั้นตัวเองจากการเรียนรู้ วิธีคิดที่แตกต่างทั้งสองแบบนี้ส่งผลกระทบกับมุมมองที่มีต่อโลกและคนรอบตัวเรา Carol ผู้เขียนหนังสือเรื่อง Mindset เค้าได้ค้นคว้าและวิจัยเกี่ยวกับข้อดีและข้อเสียของวิธีคิดทั้งสองแบบ สิ่งที่เราจะได้เรียนรู้ในบทความนี้คือความจำเป็นที่เราจะต้องปรับเปลี่ยนวิธีคิด


เราจะสังเกตได้ว่าบางคนจะฉลาดกว่าคนอื่นๆ เป็นคนที่มีความคิดมากกว่าคนทั่วไป และเราก็มักจะเข้าใจว่าความแตกต่างนี้เกิดจากสภาพแวดล้อมและยีนส์ของแต่ละคน แต่ก็ยังมีปัจจัยหลายอย่างที่มีผลต่อคุณสมบัติที่แตกต่างในแต่ละคน รวมถึงวิธีคิดแบบตายตัวและวิธีคิดแบบเติบโต


คนที่มีวิธีคิดแบบตายตัวคือคนที่เชื่อว่าตัวเองไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ คนเหล่านี้ไม่เชื่อว่าตัวเองสามารถเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติหรือกลายเป็นคนที่ฉลาดมากขึ้นได้ และยังเป็นคนที่มักจะต้องการพิสูจน์ตัวเองอยู่เสมอ ตอนเด็กๆ ครูหรือพ่อแม่ต่างก็มีส่วนทำให้เรามีวิธีคิดแบบตายตัว


ส่วนคนที่มีวิธีคิดแบบเติบโตคือคนที่เชื่อว่าตัวเองสามารถเปลี่ยนคุณสมบัติได้เรื่อยๆ เชื่อว่ายังมีโอกาสที่จะเติบโตได้ ถึงแม้ว่าจะมีอุปสรรค


แล้วเราเองจะรู้ได้อย่างไร ว่าเราเป็นคนที่มี Mindset แบบไหน?


พวกเรา ลองตอบคำถามเรานี้ดูว่า ใช่ หรือ ไม่ใช่

ถ้าเราเชื่อว่า “ความสำเร็จ จะเกิดขึ้นได้ ต้องมาจากการมีพรสวรค์”

“คนเก่งเท่านั้นที่จะประสบความสำเร็จ ส่วนคนโง่ ไม่มีโอกาสประสบความสำเร็จ”

“ความท้าทาย คือ อุปสรรค หรือ คือ ความกดดัน”

“ความผิดพลาด หรือ ความผิดหวัง คือ ความไม่เอาไหนของตัวเราเอง”

“คำแนะนำ หรือ คำติชม จากผู้อื่น คือ การให้ร้าย หรือ การประจานตัวเรา”

“เมื่อต้องเจอกับงานที่ยาก หรือ งานที่ไม่เคยทำมาก่อน เราจะหลีกเลี่ยงที่จะรับมาทำ”

“เมื่อเห็นเพื่อนร่วมงานประสบความสำเร็จ เรารู้สึกไม่พอใจ และ รู้สึกว่าเขาอาจจะเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตในวันข้างหน้าของเราได้”

หากเราตอบว่าไม่ใช่ ไม่ว่าในข้อใดก็ตาม นั่นแสดงว่า เราเองก็มี Fixed Mindset ปะปนอยู่ในชุดความคิดของเราเช่นกัน


Growth Mindset กับ learning เพื่อการพัฒนาตนเอง เกี่ยวข้องกันอย่างไร


1.แรงจูงใจในการเรียนรู้

คนที่มี Growth mindset หรือกรอบความคิดแบบเติบโตจะเชื่อว่าสติปัญญาของตนสามารถพัฒนาได้ จึงทำให้คุณมีแรงจูงใจในการเรียนรู้และปรับปรุง


ซึ่งตรงข้ามกับคนที่มี Fixed mindset หรือ กรอบความคิดแบบยึดติด เชื่อว่าว่าสติปัญญาของตนไม่สามารถเปลี่ยนแปลงหรือพัฒนาอะไรได้


Fixed mindset อาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ไม่พึงปรารถนาหลายประการ เช่น หลีกเลี่ยงความท้าทายหรือยอมแพ้อย่างรวดเร็วโดยเฉพาะเมื่อเจอความล้มเหลว ซึ่งต่างกับ Growth mindset ที่กระตุ้นให้ยืนหยัดต่อเพื่อบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้


2.ความสำเร็จในการเรียนรู้

คนที่มี Growth mindset ไม่ได้มองว่าความสามารถที่มาแต่กำเนิดเป็นตัวกำหนดความสำเร็จ แต่เกิดจากความตั้งใจที่จะปรับปรุงความสามารถนั้น


คนที่มี Growth mindset คิดว่า“ ฉันเก่งขึ้นได้” ไม่ได้เชื่อว่าความเก่งถูกกำหนดโดยธรรมชาติ แต่เชื่อว่าความสามารถนั้นได้รับการพัฒนาและเมื่อเวลาผ่านไปใครๆก็เก่งขึ้นได้


ในขณะที่คนที่มี Fixed mindset จะคิดว่า“ ฉันทำไม่ได้” หรือ “ฉันไม่ดีพอที่จะทำให้ดีกว่านี้ได้”.


3.สุขภาพจิต

คนที่มี Growth mindset จะมีความสามารถในการปรับตัวที่ดี มีทัศนคติในแง่บวกในการเรียนรู้ และเชื่อมั่นว่าตัวเองสามารถพัฒนาให้ดีขึ้นได้ ส่งผลดีกับสุขภาพจิต


4.ไม่กลัวความล้มเหลว

คนที่มี Growth mindset จะไม่กลัวต่อความล้มเหลว มองว่าอุปสรรคเป็นโอกาสในการเรียนรู้พัฒนาตนเอง มองงานที่ยากเป็นความท้าทาย และเกิดความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ


5.รักในการเรียนรู้ตลอดชีวิต (lifelong learning)

คนที่มี Growth mindset จะเป็นนักเรียนรู้ตลอดชีวิตหรือเป็นคนที่มีวิธีคิดแบบ lifelong learning skill มักจะแสวงหาโอกาสในการพัฒนาตนเองตลอดเวลา ความสำเร็จของคนอื่นจะเป็นตัวอย่างที่ดี เป็นแรงผลักดันและจูงใจให้ตนเองสำเร็จเช่นกัน


ประโยชน์ของการมี Growth Mindset


มองตัวเองในด้านบวก


เชื่อมั่นในความสามารถตนเอง


มุ่งมั่นและพยายามในการเรียนรู้


กระตือรือร้นในการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ


ปรับปรุงพัฒนาตนเองอยู่เสมอ


แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้อื่น



รักในการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ มองเห็นโอกาสการพัฒนาจากความผิดพลาด โดยนำประสบการณ์ที่ได้มาทบทวนและปรับปรุงให้ดีขึ้น มีแรงจูงใจจากภายใน มุ่งมั่น ปรับปรุงพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง และมีความสุขในการเรียนรู้


การฝึกพัฒนา Growth Mindset


เปลี่ยนมุมมองว่าทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาให้ดีขึ้นได้หากมีความพยายามมากพอ มีความอดทนไม่ล้มเลิกง่ายๆ พยายามพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ


ให้ความสำคัญกับการเรียนรู้มากกว่าสนใจความล้มเหลว กล้าเสี่ยงที่จะทำสิ่งท้าทายใหม่ๆ


ตระหนักว่าทุกคนต่างก็มีทั้ง Growth mindset และ Fixed mindset ปนกัน ขึ้นอยู่กับมุมมองเรื่องต่างๆ


เปิดกว้างต่อคำติชม ยอมรับที่จะปรับปรุงตนเองหากคำวิจารณ์นั้นเป็นข้อเท็จจริงและเป็นประโยชน์


มีสติหากรู้ตัวว่าเผลอใช้ Fixed mindset โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่เป็นปัญหาหรืออุปสรรคต่างๆ


5 ขั้นตอนในการพัฒนาตนเองด้วย Growth Mindset


1. รับรู้เสียง/คำพูดลบในหัว


เวลาที่เราจะลองทำในสิ่งที่ไม่เคยทำ จะมีเสียงภายในหรือมีคำพูดในหัวของเรามาเตือนเรา เช่น เธอแน่ใจใช่ไหม เธอจะทำได้จริงหรือ มันเสี่ยงนะ แล้วถ้าผิดพลาดล่ะ คนอื่นจะมองเธอว่าอย่างไร เป็นต้น กลไกเตือนนี้มาจาก Fixed Mindset ของเรา เราแค่รับรู้และยอมรับว่ามี Fixed Mindset และรับรู้ว่าไม่เป็นไรที่มี Fixed Mindset ในเรื่องนั้นๆ มันมาจากความปรารถนาดีจากภายในของเราที่อยากปกป้องให้เราไม่ทำผิดพลาด แล้วเรามาเสียใจทีหลังค่ะ



2. บอกตัวเองว่าเรามีทางเลือก


เมื่อเรารับรู้ว่าเรามีเสียงภายในที่ฉุดรั้งเราอยู่ ให้เราบอกตัวเองว่าเราเลือกได้ค่ะ เรามี 2 ทางเลือก คือ มองว่าเป็นอุปสรรค หรือมองว่าเป็นความท้าทาย ถ้าเรามองว่าเป็นอุปสรรค เราก็จะตัดสินใจที่จะไม่เปลี่ยนแปลง หรือไม่ทำสิ่งใหม่ๆ ที่ไม่เคยทำนี้ หากเรามองว่าเป็นความท้าทาย เป็นโอกาสให้เราพัฒนาตนเองให้เติบโตมากขึ้น จะทำให้เรามุ่งมั่นพยายาม ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ แนวทาง และทำต่อเนื่องจนทำสำเร็จตามที่ตั้งใจ



3. พูดกับตัวเองด้วยคำพูดเชิงบวก


เมื่อเราเลือกความท้าทาย ก็ให้เราพูดกับตัวเองด้วยคำพูดเชิงบวก เช่น


คำพูดลบในหัว: เธอแน่ใจใช่ไหม แล้วถ้าทำไม่ได้ล่ะ


คำพูดเชิงบวก: ฉันไม่มั่นใจนัก แต่ฉันเชื่อว่าฉันเรียนรู้ได้ และฉันจะพยายาม


คำพูดลบในหัว: มันเสี่ยงนะ แล้วถ้าผิดพลาดล่ะ


คำพูดเชิงบวก: คนประสบความสำเร็จทุกคนก็ไม่ใช่ว่าไม่เคยผิดพลาด หรือล้มเหลว แต่เขาล้มแล้วลุกเร็วและเดินหน้าไม่หยุดด้วยความพยายามต่างหาก แต่ถ้าฉันทำแบบเดิม ไงๆ ฉันก็ได้ผลลัพธ์ที่ไม่ได้ดีกว่าเดิมแน่นอน




ให้เราพูดเชิงบวก เพื่อให้อีกมุมมองอีกด้านสำหรับเรา เพื่อสนับสนุนให้เราตัดสินใจทีเดินหน้าด้วย Growth Mindset



4. ลงมือทำเพื่อให้เกิดผลลัพธ์


หัวใจสำคัญของการมี Growth Mindset คือ การลงมือทำในสิ่งที่ไม่เคยทำ สิ่งที่เราไม่มั่นใจหรือกลัว เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ตามที่เราต้องการ เมื่อเราทำในสิ่งที่ไม่เคยทำ แรกๆ เรายังทำได้ไม่ดี เมื่อเราทำซ้ำๆ มากพอ เราก็จะเกิดทักษะ ความชำนาญ เราจะทำได้ดีขึ้นเรื่อยๆ ค่ะ



5. ตรวจสอบและปรับแผน


พอเราทำไปสักพัก เราทำสิ่งนั้นได้ดีแล้ว ให้เราตรวจสอบว่าสิ่งที่เราทำไปใหม่นี้ ช่วยให้เข้าใกล้เป้าหมายเรามากขึ้นหรือไม่ เราต้องทำอะไรเพิ่มเติมขึ้นหรือน้อยลง หรือต้องมีทักษะอะไรอีก ซึ่งทักษะใหม่หรือสิ่งใหม่นี้เราอาจไม่ชำนาญ ทำให้มีคำพูดลบในหัวเราอีกก็เป็นไปได้ค่ะ เราก็เริ่มขั้นตอนที่ 1 ของทักษะใหม่ เพื่อพัฒนา Growth Mindset ในทักษะนั้นๆ

GRIT


“Grit” หรือ “ความเพียร”


Angela Duckworth ผู้เชี่ยวชาญในแนวคิดนี้ได้นิยามว่าหมายถึง 2 สิ่งด้วยกันคือ ‘ความมุ่งมั่นและมีทิศทาง (Passion)’ และ ความพยายามอดทน (Perseverance) เพื่อเป้าหมายที่มีความหมายในระยะยาว

คำว่า Passion เมื่อมาอยู่ร่วมกับ Grit แล้ว จะกินความหมายที่มากกว่าความรู้สึกหลงใหลพลุ่งพล่านกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง แต่ครอบคลุมไปถึงความรู้สึกต่อเป้าหมายในระยะยาว เราต้องการอะไร เราอยากจะไปถึงจุดนั้นจริง ๆ ถ้าเรามี Passion ตามคำนิยามนี้ เราจะไม่ล้มเลิกกับสิ่งที่ทำอยู่ไปง่าย ๆ เพราะการที่จะไปถึงสิ่งที่ใฝ่ฝันไว้ เราจะต้องผ่านการทำงานที่ยากและแสนน่าเบื่อด้วยเช่นกัน

ส่วน Perseverance หรือ ความพยายามอดทน ตรงตัวเลยมันคือความอึด ถึก ทนดี ๆ นี่เอง เมื่อรู้ว่าเป้าหมายคืออะไร ก็ถึงเวลาที่จะต้องลุยทำมันให้เต็มที่ ความพยายามอดทนที่ว่านี้จะแสดงออกมาเป็นพฤติกรรมของการทำต่อ สู้ต่อ แม้จะเจออุปสรรคหรือความล้มเหลวก็ตาม

เมื่อรวมทั้งสององค์ประกอบนี้เข้าด้วยกันคนที่มี Grit สูงมักจะเปลี่ยนความสนใจ หรือ พรสวรรค์ที่มีอยู่แล้วให้เป็นทักษะหรือความชำนาญได้ผ่านความพยายามและฝึกฝน มีแรงขับเคลื่อนให้ทำสิ่งต่าง ๆ อ้าแขนเปิดรับความกลัวและความกังวลอย่างมีสติ ทุ่มเทเพื่อทำให้เป้าหมายนั้นสำเร็จ ขอบตาส่วนใหญ่ก็จะดำเป็นหมีแพนด้ากันถ้วนหน้า




มาถึงส่วนที่เราจะฝึกให้เกิด Grit อย่างไร

เราขอรวบรวมเป็น 4 ข้อใหญ่ๆ ให้หนุ่มสาว คุณครู และคุณพ่อคุณแม่ได้พอเห็นแนวทาง หรือลองเอาไปปรับใช้กัน

1. เริ่มออกตามหาเป้าหมายของตัวเอง

สำหรับวัยรุ่น เราอาจจะถามตัวเองในคำถามที่ชัดเจนมากขึ้น เช่น ตัวเราในอนาคตอีก 5 ปี เราอยากเห็นตัวเองทำอะไรอยู่ หรือ ถ้าฉันจะต้องเรียนให้สูงขึ้น ฉันสนใจอยากเรียนอะไรมากที่สุด แต่ถ้ายังกว้างไปสำหรับเราในตอนนี้ เราอาจจะเริ่มจากการสังเกตตัวเองว่าโดยทั่วไปแล้ว เราทำสิ่งไหนได้ดี เราชอบทำอะไร สิ่งไหนที่เราอาจจะยังไม่ถนัดในตอนนี้ เป็นต้น

สำหรับคุณครู – คุณพ่อคุณแม่ ลองปล่อยให้เด็ก ๆ ได้ลองทำในสิ่งที่เขาอยากทำด้วยตัวเอง โดยมีเราคอยเป็นผู้สนับสนุน เราเข้าใจว่าบางครั้งเรื่องอนาคตของเด็กๆ เป็นเรื่องสำคัญมาก ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติที่คุณพ่อคุณแม่ หรือคุณครูจะอดเป็นห่วงไม่ได้ ลองให้โอกาสเขาได้ลองเดินตามความฝันของเขาอย่างเหมาะสม

2. ลงมือลุย!!

สำหรับวัยรุ่น ถ้าเป้าหมายคุ้มค่าที่จะเสี่ยง ตั้งมั่นไว้ดีแล้ว ส่วนต่อไปมีแต่จะต้องฝึกฝน ฝึกฝน ฝึกฝนเท่านั้น หากเกิดปัญหาระหว่างทาง ลองเปลี่ยนวิธีการใหม่ หรือ หาคนมาช่วยเหลือก็ไม่ได้เสียหายอะไร

สำหรับคุณครู – คุณพ่อคุณแม่ เมื่อเด็กอยากลองเรียนรู้อะไรใหม่ ๆ เราสามารถสนับสนุนในฐานะโค้ชได้ มีความหวัง สอนให้เขามองเรื่องความผิดพลาดเป็นเรื่องปกติ ส่วนสำคัญคือต้องสอนให้เขารู้วิธีการที่จะพัฒนาตัวเองต่อได้อย่างไร ลองมานั่งจับเข่าคุยกัน การให้คำแนะนำอย่างสร้างสรรค์จะสามารถช่วยให้เด็กๆ พัฒนาได้

3. มีความเชื่อว่าตัวเราสามารถพัฒนาได้ เอา Growth Mindset มาปรับใช้

สำหรับวัยรุ่น ลองเปลี่ยนวิธีคิดจากเราทำไม่ได้หรอก เป็นเรายังทำไม่ได้ในตอนนี้

สำหรับคุณครู – คุณพ่อคุณแม่ ลองเปลี่ยนวิธีเลี้ยงดู หรือการสื่อสารกับเด็กๆ จากการมองที่เขาไม่เก่งด้านนี้ ไปไม่รอดหรอก เป็นถ้าเขาอยากได้สิ่งนี้จริง ๆ เขาต้องพยายาม ไม่ล้มเลิกกลางคัน เชื่อว่าเขาทำได้

4. ตั้งรับด้วยการจัดการความเครียดที่ดี

สำหรับวัยรุ่น เพราะ Grit จะมากับการที่เราต้องทำอะไรที่ท้าทาย ยาก และบางทีก็ใช้เวลาและมาพร้อมกับการวัดใจ อย่างความเหนื่อย ท้อ หรือเฟล ดังนั้นการลองฝึกอภัยให้กับตัวเอง ผ่อนปรน และเมตตากับตัวเองบ้าง เมื่อต้องเจอความล้มเหลว ในวันที่แย่ ๆ เราก็หาสิ่งที่ทำให้หายเครียดตามแบบของเรา เช่น ออกไปพบปะเพื่อนฝูง ดูซีรีย์อยู่คนเดียว นอนฉลาด ๆ บนโซฟา

สำหรับคุณครู – คุณพ่อคุณแม่ การชื่นชม เพื่อเป็นการให้กำลังใจสามารถช่วยได้ แต่สำคัญมากว่า อยากให้ชมที่ความพยายามที่เกิดขึ้น ไม่ว่าความพยายามนั้นจะสำเร็จผลแล้ว หรือเฟลก็ตาม หรือการลองฝึกให้เด็กๆ นั่งสมาธิ ก็เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่จะช่วยจัดการเรื่องความเครียดได้เช่นกัน